ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง: คู่มือเจ้าของธุรกิจที่อยาก “กู้ให้ผ่าน” แบบถูกทาง
- GETCASH-CONSULTANT
- 7 ม.ค.
- ยาว 2 นาที
อัปเดตเมื่อ 9 ม.ค.
ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการแล้วกำลังพิมพ์ค้นหา “ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง” คุณไม่ได้อยู่คนเดียว—หลายธุรกิจมีช่วงสะดุดเรื่องกระแสเงินสด เช่น ลูกค้าจ่ายช้า ต้นทุนขึ้น งานเร่งต้องสำรองจ่าย หรือโดนเลื่อนเช็ค จนเกิดค้างชำระและส่งผลต่อ “ข้อมูลเครดิต”
ข่าวดีคือ “ติดบูโร” ไม่ได้แปลว่าคุณหมดสิทธิ์เข้าถึงเงินทุนเสมอไป โดยเฉพาะถ้าคุณเข้าใจหลักการพิจารณาของผู้ให้กู้ และเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสถานการณ์ธุรกิจ บทความนี้จะตอบให้ชัดว่า ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง (สำหรับ “เจ้าของธุรกิจ”) พร้อมแนวทางเตรียมตัวให้โอกาสอนุมัติสูงขึ้น และข้อควรระวังเพื่อไม่ให้เจอแอปกู้เถื่อน
หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลเชิงความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย/การเงินเฉพาะบุคคล เงื่อนไขอนุมัติขึ้นกับผู้ให้บริการและโปรไฟล์ผู้ขอสินเชื่อ
“ติดบูโร” คืออะไร? แล้วคำว่า “ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง” หมายถึงอะไรแน่
คำว่า “ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง” เป็นคำค้นที่คนไทยใช้กันเยอะ เพื่อสื่อว่า “มีประวัติค้างชำระ/เคยค้างชำระ” แล้วอยากรู้ว่ายังมีทางเลือกกู้เงินอะไรได้บ้าง
แต่ในเชิงระบบจริง ๆ เครดิตบูโร (National Credit Bureau: NCB) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเก็บข้อมูลบัญชีสินเชื่อและประวัติการชำระหนี้จากสมาชิก (สถาบันการเงิน/ผู้ให้บริการที่เป็นสมาชิก) แล้วออกเป็นรายงานข้อมูลเครดิตเพื่อประกอบการพิจารณา ไม่ใช่ “บัญชีดำ” และมีการย้ำว่าการรายงานเป็นไปตามข้อเท็จจริง และแนวคิด “แบล็กลิสต์” แบบตัดสิทธิ์ถาวรไม่ใช่สาระของระบบข้อมูลเครดิต เครดิตบูโร+1
กรอบการทำงานด้านข้อมูลเครดิตในไทยยังมีฐานจาก พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยนำเสนอสาระสำคัญไว้ชัดเจนว่าจุดประสงค์คือทำให้การให้สินเชื่อมีข้อมูลประกอบเพียงพอ ลดความเสี่ยงเชิงระบบ Bot
สรุปแบบสั้นที่สุด:
“ติดบูโร” ในภาษาคนทำธุรกิจ = มีสัญญาณความเสี่ยงในรายงานเครดิต (เช่น ค้างชำระ/ปรับโครงสร้างหนี้/ปิดบัญชีด้วยสถานะบางอย่าง)
ไม่ได้แปลว่า “ห้ามกู้ตลอดชีวิต”
สิ่งที่สำคัญคือ ติดเพราะอะไร ติดนานแค่ไหน สถานะปัจจุบันเป็นอย่างไร และธุรกิจมีความสามารถจ่ายคืนแค่ไหน
ทำไมการ “ติดบูโร” ถึงทำให้กู้ยากขึ้น (แต่ยังไม่ใช่ว่ากู้ไม่ได้)
เวลาผู้ให้กู้ดูรายงานเครดิต เขาไม่ได้มองแค่ “เคยค้าง” หรือ “ไม่เคยค้าง” แต่จะประเมินภาพรวม เช่น
พฤติกรรมการชำระล่าสุด (ช่วง 3–6 เดือนหลังมีวินัยดีขึ้นไหม)
ภาระหนี้รวม และสัดส่วนหนี้ต่อรายได้/กระแสเงินสดของกิจการ
ความสม่ำเสมอของรายรับ (ยอดเข้า-ออกบัญชี)
หลักฐานการค้า (บิล/ใบกำกับ/สัญญางาน/PO)
หลักประกัน/ทรัพย์สิน (ถ้ามี)
นี่คือเหตุผลที่คำถาม ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง จะตอบได้ “ชัด” ก็ต่อเมื่อเราจับโจทย์ให้ถูกว่า “ธุรกิจคุณแข็งแรงด้านไหน” แล้วเลือกเครื่องมือการเงินที่ให้ความสำคัญกับด้านนั้น
เช็กให้ชัดก่อน: รายงานเครดิตบอกอะไรเราได้บ้าง (และแก้ข้อมูลผิดได้)
ก่อนจะเดินไปขอวงเงินใหม่ แนะนำให้ “รู้สถานะจริง” ของตัวเองก่อน เพราะบางเคสข้อมูลอาจคลาดเคลื่อนหรือยังไม่อัปเดต การเช็กเครดิตบูโรเปรียบเหมือนดู “สมุดพกทางการเงิน” ของเรา และสถาบันการเงินหลายแห่งให้ความรู้เรื่องนี้ไว้ Kasikornbank
สิ่งที่ควรดูในรายงาน (เชิงเจ้าของธุรกิจ):
บัญชีไหนค้างชำระอยู่/ค้างกี่งวด
สถานะบัญชี (ปกติ/ค้าง/ปิดบัญชี/ปรับโครงสร้าง)
จำนวนบัญชีสินเชื่อทั้งหมดและวงเงินรวม
ภาระผ่อนชำระต่อเดือนโดยประมาณ
ถ้าพบว่า “ข้อมูลไม่ถูกต้อง” ให้ดำเนินการตามแนวทางร้องเรียน/ขอแก้ไขที่ถูกต้อง (เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอให้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล) เครดิตบูโร
ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง: 7 ทางเลือก “เงินทุนธุรกิจ” ที่มักยังพอไปต่อได้
ต่อไปนี้คือแนวทางที่เจ้าของกิจการจำนวนมากใช้เป็น “ทางออก” เมื่อประวัติเครดิตไม่สวย แต่ธุรกิจยังเดินและมีรายรับจริง (เลือกให้เหมาะกับเคสของคุณ)
1) สินเชื่อมีหลักประกัน (บ้าน/ที่ดิน/อาคาร/เครื่องจักร/รถเพื่อธุรกิจ)
ถ้าธุรกิจมีทรัพย์สินที่ตรวจสอบได้ การมีหลักประกันมักช่วย “ลดความเสี่ยงของผู้ให้กู้” ทำให้การพิจารณาไม่ยึดติดกับเครดิตอย่างเดียวจุดแข็ง: วงเงินมักสูงขึ้น/ดอกเบี้ยมีโอกาสดีกว่าจุดควรคิด: ประเมินความสามารถชำระจริง อย่าใช้วงเงินเกินกำลัง
2) วงเงินหมุนเวียน/OD เพื่อธุรกิจ (เน้นกระแสเงินสด)
ถ้าปัญหาคือ “เงินเข้าไม่ทันเงินออก” เครื่องมือแบบวงเงินหมุนเวียนอาจเหมาะกว่าเงินก้อน เพราะใช้เท่าที่จำเป็นและจ่ายดอกเบี้ยตามยอดใช้จริง (ขึ้นกับเงื่อนไขแต่ละที่)เหมาะกับ: ร้านค้า-โรงงาน-ผู้รับเหมา-ธุรกิจบริการที่ต้องสำรองจ่าย
3) แฟคตอริ่ง/สินเชื่อจากใบแจ้งหนี้
ถ้าธุรกิจคุณมีลูกหนี้การค้าชัดเจน ออกบิลจริง ส่งงานจริง แต่รอเครดิตเทอม 30–90 วัน เครื่องมือสายนี้ช่วย “เปลี่ยนลูกหนี้เป็นเงินสด” ได้เร็วขึ้นเหมาะกับ: รับเหมา, ซัพพลายเออร์, โรงงานที่ส่งของให้คู่ค้ารายใหญ่นี่มักเป็นอีกหนึ่งคำตอบของ ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง เพราะผู้ให้กู้ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพลูกหนี้/เอกสารการค้า” มากขึ้น
4) สินเชื่อเช่าซื้อ/ลีสซิ่งเครื่องจักร-อุปกรณ์
กรณีต้องซื้อเครื่องจักร/รถใช้งานในกิจการ การใช้รูปแบบเช่าซื้อ/ลีสซิ่งทำให้ภาระเป็นงวด และทรัพย์นั้นเองเป็นส่วนหนึ่งของหลักประกันในเชิงโครงสร้างเหมาะกับ: โรงงานผลิต, โลจิสติกส์, งานบริการภาคสนาม
5) สินเชื่อตามสัญญางาน/PO Financing
สายรับเหมา/ผลิตตามออเดอร์บางประเภท มีเอกสารสัญญาจ้าง ใบสั่งซื้อ (PO) หรือสัญญาส่งมอบที่ตรวจสอบได้ การนำหลักฐานงานมาประกอบช่วยให้ผู้ให้กู้เห็น “รายรับอนาคต” ชัดขึ้นเหมาะกับ: ผู้รับเหมา, งานโปรเจกต์, ผลิตตามคำสั่งซื้อ
6) สินเชื่อ/โครงการช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐหรือสถาบันเฉพาะกิจ
บางช่วงรัฐหรือสถาบันเฉพาะกิจอาจมีโครงการช่วยผู้ประกอบการ เช่น เสริมสภาพคล่อง การค้ำประกัน ฯลฯ (เงื่อนไขเปลี่ยนตามประกาศ) แนะนำตรวจสอบประกาศทางการเป็นหลัก
7) การปรับโครงสร้างหนี้ + วางแผนฟื้นเครดิตก่อนยื่นใหม่
หลายเคสไม่ได้ต้อง “กู้เพิ่มทันที” แต่ต้อง “ทำให้เครดิตกลับมาน่าเชื่อถือ” ก่อน 1–3 รอบบัญชี เช่น ปรับโครงสร้างหนี้ให้ค่างวดไหวจริง แล้วรักษาวินัยการชำระอย่างต่อเนื่องจุดสำคัญ: ชนะเกมระยะยาว—ลดโอกาสกลับไปค้างซ้ำ

แล้ว“สินเชื่อธูรกิจ”เหมาะกับใครและผู้ให้กู้ดูอะไรเป็นหลัก
คำว่า สินเชื่อธูรกิจ (สินเชื่อธุรกิจ) โดยทั่วไปหมายถึงวงเงินที่ออกแบบเพื่อใช้ในกิจการ เช่น เสริมสภาพคล่อง ซื้อวัตถุดิบ เพิ่มกำลังผลิต หรือหมุนค่าใช้จ่ายประจำเดือน
ในการพิจารณา สินเชื่อธูรกิจ สำหรับผู้ที่เครดิตมีรอย ผู้ให้กู้มักให้คะแนนกับ 3 เรื่องนี้มากเป็นพิเศษ
กระแสเงินสดจริง: รายรับเข้าออกบัญชีสม่ำเสมอไหม
หลักฐานการทำธุรกิจ: จดทะเบียน/สัญญางาน/บิลภาษี/รายชื่อลูกค้า
แผนใช้เงินและแผนคืนเงิน: เอาเงินไปทำอะไร แล้วคืนจากรายรับส่วนไหน
ถ้าคุณตอบ 3 ข้อนี้ได้ชัด โอกาสคุยเรื่อง สินเชื่อธูรกิจ จะ “สมเหตุสมผล” กว่าการยื่นแบบหวังดวง
แผนฟื้นตัว 30–90 วัน: ทำยังไงให้ “ติดบูโร” กลับมามีโอกาสกู้ผ่าน
ถ้าคุณยังสงสัยว่า ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง แบบที่ “โอกาสผ่านจริง” แผนฟื้นตัวด้านล่างช่วยได้มาก:
ขั้นที่ 1: ทำให้สถานะ “ค้าง” หยุดเพิ่ม
หยุดค้างเพิ่มด้วยการเจรจา/ปรับโครงสร้างหนี้
ตั้งระบบจ่ายขั้นต่ำให้ “ตรงเวลา” ก่อน
ขั้นที่ 2: เคลียร์บัญชีที่กระทบหนักที่สุด
เคสที่ค้างหลายงวด ให้เจรจาปิดยอด/ปรับแผนให้ไหว
ขอเอกสารยืนยันการชำระ/การปรับโครงสร้างเพื่อเก็บเป็นหลักฐาน
ขั้นที่ 3: สร้างหลักฐานรายรับธุรกิจให้สวยขึ้น
แยกบัญชีธุรกิจให้ชัด
ให้รายรับวิ่งเข้าบัญชีสม่ำเสมอ
ลดรายการเงินสดที่ตรวจสอบยาก (ถ้าทำได้)
ขั้นที่ 4: ยื่น “ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสถานะ” ไม่ยื่นมั่ว
ถ้ารายรับชัดแต่รอเครดิตเทอม → พิจารณาใบแจ้งหนี้/ลูกหนี้การค้า
ถ้ามีทรัพย์สิน → พิจารณามีหลักประกัน
ถ้าเป็นรอบหมุนสินค้า → วงเงินหมุนเวียน/OD
แนวคิดสำคัญ: ปรับ “ความเสี่ยงที่ผู้ให้กู้เห็น” ให้ลดลง แล้วคำตอบของ ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง จะกว้างขึ้นทันที
เอกสารที่ช่วย “เพิ่มโอกาสอนุมัติ” สำหรับสินเชื่อธุรกิจ
ถ้าคุณจะยื่น สินเชื่อธูรกิจ ให้เตรียมเอกสารแบบนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประเมินได้เร็วและชัด (อาจปรับตามเงื่อนไขผู้ให้บริการ)
เอกสารตัวตน/กิจการ
บัตรประชาชน/ทะเบียนบ้าน (ผู้มีอำนาจลงนาม)
หนังสือรับรอง/ทะเบียนพาณิชย์/ภพ.20 (ถ้ามี)
รายการเดินบัญชี (Statement) ธุรกิจย้อนหลัง 6 เดือน (หรือมากกว่า)
เอกสารรายได้และหลักฐานการค้า
ใบกำกับภาษี/บิล/ใบเสร็จ
สัญญางาน/ใบสั่งซื้อ (PO)
รายชื่อลูกค้าหลัก/ซัพพลายเออร์หลัก
เอกสารทรัพย์สิน (ถ้ามี)
โฉนด/เล่มทะเบียนรถ/เอกสารเครื่องจักร
รูปถ่ายกิจการ/สถานประกอบการ
เอกสารที่ “ครบ” จะช่วยให้การพิจารณา สินเชื่อธูรกิจ เน้นข้อเท็จจริงของธุรกิจ มากกว่าดูเครดิตอย่างเดียว
ระวัง:อย่าให้ความกังวลเรื่องบูโรพาไปเจอกู้นอกระบบ/แอปเถื่อน
ช่วงที่เงินตึง คนมักตัดสินใจไวและพลาดง่าย ธนาคารแห่งประเทศไทยมีเนื้อหาเตือนเรื่องกลโกงการเงินนอกระบบ และแอปกู้ปลอมไว้ชัดเจน เช่น การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมก่อน, ให้กู้ไม่เต็มจำนวน, ดอกเบี้ย/ค่าปรับเกินกฎหมาย, และการละเมิดข้อมูลในโทรศัพท์ Bot+1
ดังนั้นต่อให้คุณกำลังเครียดว่า ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง ก็อย่าแลกความเสี่ยงระยะยาวด้วย “เงินเร็วแต่ผิดทาง” เพราะต้นทุนจริงอาจหนักกว่าเดิมหลายเท่า
สรุปคำตอบแบบเร็ว : ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง
คำตอบที่ตรงที่สุดของ ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง สำหรับเจ้าของธุรกิจ คือ “ยังมีทางเลือก” โดยให้ยึด 3 แกนนี้:
มีหลักประกันไหม → ถ้ามี โอกาสคุยง่ายขึ้น
มีเอกสารการค้า/รายรับชัดไหม → ถ้าชัด ทางเลือกอย่างใบแจ้งหนี้/สัญญางานช่วยได้
สถานะปัจจุบันค้างอยู่ไหม → ถ้ายังค้าง ให้หยุดค้างเพิ่มและทำแผนฟื้นตัวก่อน
และถ้าคุณวางระบบเอกสาร + ทำให้รายรับสม่ำเสมอ โอกาสอนุมัติจะดีขึ้นแม้เครดิตเคยมีรอย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1) ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง ถ้ายังค้างชำระอยู่?
ยังมีทางเลือกบางแบบ แต่โดยมากควร “หยุดค้างเพิ่ม” ก่อน เช่น เจรจาปรับโครงสร้างหนี้ แล้วค่อยยื่นวงเงินที่เหมาะกับกระแสเงินสด เพื่อไม่ให้กลับไปค้างซ้ำ
2) เครดิตบูโรคือบัญชีดำใช่ไหม?
โดยหลักการ รายงานข้อมูลเครดิตเป็นการรายงานตามข้อเท็จจริง และแนวคิด “แบล็กลิสต์” แบบตัดสิทธิ์ถาวรไม่ใช่สาระของระบบข้อมูลเครดิต เครดิตบูโร+1
3) ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง ถ้ามีบ้าน/ที่ดิน/ทรัพย์สิน?
กลุ่มมีหลักประกันมักมีโอกาสมากขึ้น เพราะผู้ให้กู้เห็นทางบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน แต่ต้องประเมินความสามารถชำระจริงเสมอ
4) สินเชื่อธูรกิจ ดูอะไรเป็นหลักถ้าบูโรไม่สวย?
มักดู “รายรับจริง + เอกสารการค้า + แผนใช้เงินและคืนเงิน” เป็นหลัก ถ้าเตรียมครบจะช่วยให้การประเมินยึดข้อเท็จจริงของธุรกิจ
5) ควรเช็กเครดิตก่อนยื่นกู้ไหม?
ควรเช็ก เพื่อรู้สถานะจริง และถ้าพบข้อมูลคลาดเคลื่อนจะได้ดำเนินการแก้ไขตามช่องทางที่ถูกต้อง เครดิตบูโร+1
6) ติดบูโรกู้อะไรได้บ้าง สำหรับผู้รับเหมา?
มักเหมาะกับแนวทางที่มี “หลักฐานงาน” เช่น สัญญาจ้าง/PO หรือแนวทางที่อิงลูกหนี้การค้า (ถ้ามีเอกสารครบ) รวมถึงวงเงินหมุนเวียนตามรอบงาน
7) จะรู้ได้ไงว่าแอปกู้เงินน่าเชื่อถือ?
หลีกเลี่ยงผู้ให้กู้ที่เรียกเก็บเงินก่อน ให้กู้ไม่เต็มจำนวน บังคับเข้าถึงข้อมูลโทรศัพท์ หรือข่มขู่ทวงหนี้—เป็นสัญญาณเสี่ยงที่หน่วยงานกำกับเคยเตือน Bot+1
8) ถ้าอยากให้ที่ปรึกษาช่วยดูเคส ต้องเตรียมอะไรคุย?
เตรียม 1) รายการเดินบัญชี 3–6 เดือน 2) ภาพรวมภาระหนี้ 3) วัตถุประสงค์ใช้เงิน 4) เอกสารการค้า/สัญญางาน (ถ้ามี) เพื่อประเมินทางเลือกที่เหมาะกับคุณ
สนใจปรึกษา / ติดต่อ Getcash
📞 โทร: 082-043-4457
✉️ Email: getcash00147@gmail.com
🌐 เว็บไซต์: www.getcash-consultant.com


ความคิดเห็น